Posted in Japan Life on 3月 4, 2008 | コメントなし»
กลับมาจากเรียนทำขนมปัง วันนี้เรียนทำครัวซองอันเล็กๆ ดูน่ารัก น่ากิน (^_^) แต่มีสอนตอนเย็นก็เลยวางเอาไว้ที่บ้าน
พอกลับมาถึง…
ไม่เหลือซักกะอันนึง (@o@;)!!!!
นายฮายาชิ ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่าเมื่อเวลา 18 นาฬิกาได้ขโมยกินครัวซองไป 8 อัน โดยให้เหตุผลว่าเห็นปากถุงเปิดทิ้งไว้ จึงเข้าใจว่าเป็นของที่เหลือจากภรรยากินมาแล้ว
ไม่ได้เหลือฟ๊อย!!… เปิดให้อากาศระบายเพราะอบใหม่ๆมันร้อน กลัวว่ามันจะเป็นไอฟ๊อย… (T▽T)
อย่ากระนั้นเลย… เราจะทะเลาะกับสามีเพราะแย่งขนมปังกินกันไม่ได้ (>_<) (ขอแช่งให้แกอ้วนๆๆๆๆๆ คนเดียว ส่วนฉันจะผอมหุ่นดีอย่างนี้ตลอดไป!!!) <– เสียงในใจ คนอื่นได้ยินได้ไงเนี่ย..
ต้องระบายความแค้นเรื่องของกินโดยการเล่าเรื่องที่ทำให้มันขายหน้า!! (ความแค้นเรื่องของกินมันยิ่งใหญ่..)
เอาเป็นว่าจะเล่าเรื่องตอนที่คุณฮายาชิไปไทยครั้งแรกให้ฟัง จริงๆเริ่มตั้งแต่ออกจากสนามบินแล้วล่ะ ขึ้นรถมาได้ก็ร้องซะยังกับเห็นยมบาล …
แค่เห็นมอร์เตอร์ไซค์ซ้อน 3 เท่านั้นเอง (ยังมีคนซ้อนมากกว่าสามอีก ขอบอก..) (-_-;)
ถ้าแค่นี้ตกใจเธอจะอยู่ประเทศไทยไม่ได้นะ.. (นี่.. ขู่ให้กลัว..)
เหลือบไปอีกฝั่ง.. อึ้งไปอีกเมื่อไปเจอกระเป๋ารถเมล์ห้อยโหนตัวออกมาจากประตูให้เห็นกันซึ่งๆหน้า… มันเป็นหนึ่งในหน้าที่เค้าน่ะเธอ.. คิดว่าขสมก.คงฝึกเค้ามาดีแล้วไม่ต้องกลัว
คุณสามีถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า “รถเมล์เมืองไทยไม่ปิดประตูเหรอ?”
.. อืมม์.. จริงๆมันก็ควรจะปิด แต่ถ้าปิดแล้วกระเป๋าเค้าจะไปโหนที่ไหนได้อีกล่ะ ประตูรถเมล์เมืองไทยไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง เราต้องเอื้อเฟื้อแบ่งปันผลัดกันโหน กระเป๋าและผู้โดยสารแบ่งกันโหน.. ไม่คิดว่าเป็นภาพที่น่าประทับใจและหนุกหนานบ้างเหรอ? (ทำหน้าจริงจัง)
ที่ตลกก็คือ ตอนที่รถขับผ่านป้ายหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ๆ คุณผู้ชายถามขึ้นมาว่า
“เวลาที่เราเจอคนคนนี้แล้วต้องโทรแจ้งตำรวจใช่มั้ย?”
(@o@;)!!!!!!!!!!!!!
เฮ่ย!! ป้ายเลือกตั้งกับประกาศจับมันไม่เหมือนกันนะ (-_-;) ประเทศฉันก็ไม่ได้ร่ำรวยขนาดปักป้ายประกาศจับกันเยอะแยะมากมายทุกตำบลอำเภอ แถมบางป้ายใหญ่กว่าป้ายโฆษณาทั่วไปอีก [...]
Read Full Post »
Posted in Japan Life on 2月 24, 2008 | コメントなし»
ความแตกต่างของประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นที่รู้สึกได้ง่ายๆเลยก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล (・_・)
แต่ก่อนตอนอยู่ที่ไทยก็ไม่เคยรู้สึกของความเปลี่ยนแปลงของเวลาได้ชัดเจนขนาดนี้เพราะเวลาเป็นนามธรรม ถ้าไม่ถึงช่วงเวลาหรือเทศกาลอะไรสักอย่างเราก็จะลืมมันไปเลยว่าเวลามันผ่านล่วงเลยมาขนาดนี้แล้ว
หลายคนที่ไทยบอกว่าอิจฉาที่ได้อยู่ญี่ปุ่น เพราะว่าอากาศคงจะดี ไม่ร้อนตลอดปีเหมือนกับที่ไทย
แต่ไอ้อากาศที่ไม่ได้ร้อนตลอดทั้งปีนี่แหล่ะ สร้างความลำบากให้กับเราพอสมควร (-_-;)
เริ่มแรก เมื่อหลุดพ้นจากอากาศที่หนาวจนขนตั้งมาได้ อากาศก็จะเริ่มอบอุ่นขึ้น ดอกไม้ใบไม้เริ่มผลิดอกออกใบเพราะกำลังจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ เราล่ะ..ทำอะไร ก็ต้องค่อยๆทยอยเอาเสื้อผ้าปุกปุยเหล่านั้นมาทำความสะอาดแล้วก็เตรียมเก็บเข้ากรุไป และเนื่องเพราะมันปุกปุย…จึงหาที่ยัดมันเก็บยากขึ้นทุกปี (-_-;) เครื่องนอนหนานุ่มนั้นก็ทำให้ตัวเองร้อนขึ้นทุกทีจนต้องเปลี่ยนเป็นเครื่องนอนที่บางลง (และหาที่ยัดเครื่องนอนหนานุ่มนั้นเก็บอีก)
จากนั้นก็จะเริ่มเชื่อว่ามันเปลี่ยนฤดูแล้วจริงๆเมื่อนิตยสารและทีวีประโคมว่าคุณควรจะไปเที่ยวที่นี่ในฤดูนี้ไม่งั้นคุณจะพลาดการเป็นส่วนร่วมที่สำคัญของสังคมนี้ไป โฆษณาสินค้าทุกชนิดจะออกเวอร์ชั่นใหม่มาแสดงตนว่ามีความเกี่ยวข้องกับฤดูนั้น พยายามทำให้เราต้องไปหาซื้อมาไว้ที่บ้านด้วย
เมื่ออากาศอุ่นจนอบ ฝนก็จะตกแล้วตกอีกอย่างแผ่วเบาเป็นเวลาหลายวันติดกันเพื่อบอกเราว่าเข้าหน้าฝน ทำให้เราต้องมาคอยเช็คพยากรณ์อากาศทุกวันเพราะกลัวจะพลาดโอกาสซักผ้าในวันที่อากาศดีไป (-_-;) หญ้าในสวนจะขึ้นรกครึ้มเพราะได้น้ำดีรอให้เราไปถอน ส่วนดอกไม้ที่ปลูกไว้ทำท่าจะตายกันหมดเพราะน้ำท่วมกระถาง
เมื่อฝนผ่านไป อากาศก็จะร้อนอบอ้าวทุกวันอย่างบ้าคลั่ง ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกรอบทั้งที่ยังหาที่ยัดผ้าของเก่าเก็บไม่ได้ จากนั้นทีวีก็จะประโคมข่าวให้เราออกไปหาซื้อชุดว่ายน้ำใหม่หรือพาครอบครัวไปเที่ยวทะเลอีก
แล้วอยู่ๆฝนก็จะกลับมาตกติดๆกันพร้อมกับพายุไต้ฝุ่นที่มาเป็นประจำทุกปี มาหอบเอาเสาไฟฟ้า หลังคาบ้านคนไปบ้าง ปีนี้ก็ต้องคอยระวังกันอีก (-_-;) อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ใบไม้ค่อยๆเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองและแดงอย่างสวยงาม คนจะแห่กันไปดูอีกเพราะถูกสื่อหลอกให้เชื่ออีกว่าจะต้องไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฤดูกาลนี้ด้วย ศาสดาแฟชั่นจะออกมาประกาศให้ผู้คนใส่ตีมนี้ในฤดูใบไม้ร่วง ตามด้วยสาวกมากมายที่พร้อมจะทำตาม ทำให้คนที่ไม่ได้แต่งรู้สึกเฉิ่มเชยจนต้องไปหาซื้อมาใส่
เมื่อใบไม้ร่วงจนเหลือแต่ก้าน ความหนาวจนขนตั้งก็กลับมาอีกรอบ ต้องรีบมารื้อเสื้อปุกปุยที่เราว่าเพิ่งหาที่ยัดมันใส่ไปเมื่อเร็วๆนี้เอง จากนั้นก็ขนเครื่องนอนฤดูหนาวที่หนักอึ้งมาเปลี่ยนใส่ฟูกเพื่อไม่ให้หนาวตายไประหว่างนอนหลับ หิมะตกก็ดูสวยดี แต่หนาวจนขอปิดม่านนอนในโต๊ะอุ่นขาดีกว่า เป็นฤดูที่ค่าไฟแพงอีกแล้ว….
เห็นอย่างนี้แล้ว รู้สึกบ้างหรือยังว่าร้อนตลอดปีมันดียังไง? (^_^;)
Read Full Post »
Posted in Japan Life on 2月 21, 2008 | 1件のコメント »
แม่มาหาและกลับไทยไปได้หลายวันแล้ว จึงได้แต่มองของที่แม่ทิ้งไว้ดูต่างหน้า..ของที่ว่าก็ได้แก่ มัสมั่นทูน่ากระป๋อง แกงไก่ทูน่ากระป๋อง พะแนงกระป๋อง ปุ้มปุ้ยปลายิ้ม หอยลายกระป๋อง ทุกอย่างอย่างละ 5 กระป๋อง มาม่าต้มยำน้ำข้นแพ๊คใหญ่ ไวไวต้มยำน้ำข้นแพ๊คใหญ่ (ทำไมต้องเอามา 2 ยี่ห้อก็ไม่เข้าใจ) โคคาก๋วยจ๊บ 30 ถุง ทุเรียนทอด 15 ถุง น้ำพริกตาแดง น้ำพริกกะปิ น้ำพริกเผา น้ำพริกหนุ่ม… (คือเค้ามากัน 4 คน ช่วยๆกันแบกมา)
ที่สำคัญก็คือเราเป็นคนไม่กินน้ำพริกซะด้วย …(-_-;)
เรื่องที่ไม่กินน้ำพริกนี่แม่ก็รู้ดีอยู่ แต่ถามว่าแล้วเอามาทำไม คุณนายเธอก็จะตอบว่าเธอเอามากินของเธอเอง (แล้วกินเข้าไปหมดมั้ยเนี่ย 10 วัน 5 กระปุกเนี่ย!) (-_-;)
แถมไม่รู้ใครปล่อยผ่านให้แบกข้าวไทยมาได้ไง 2 กิโล กลัวจะกินน้ำพริกกับข้าวญี่ปุ่นแล้วไม่อร่อย มะนาวก็ยังขนมาเพราะกะจะมายำปลากระป๋องกินยามอดอยาก ปลากระป๋องก็ยังขนมาด้วย!! เพราะกลัวญี่ปุ่นไม่มีปลากระป๋องให้ยำ (-_-;)
ทีแรกมากัน 4 คนกระเป๋าก็คนละใบ แล้วทำไมวันกลับ คน 4 กระเป๋า 6 เป้ 3 ถุงอีก [...]
Read Full Post »