แยกขยะนี่เป็นอะไรที่ให้อารมณ์มากเลย… คือปกติแล้วถึงจะไม่ใช่คนดีอะไรมาก แต่ตอนแยกขยะนี่จะแบบ… รู้สึกตัวเองเป็นคนดีขึ้นมานิดนึง นัยว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมไง (-▽-)
ส่วนใหญ่ที่ต้องแยกอย่างเห็นได้ชัดก็คือขวดแก้ว ขวดพลาสติก และกระป๋อง หลักๆก็จะมี 3 อย่างนี้ นอกนั้นก็จะต่างกันไปตามกฏของหมู่บ้านและหอพัก อย่างแมนชั่นที่อยู่นี่ตอนย้ายเข้ามาเค้าจะมีใบอบรมเรื่องแยกขยะมาให้อ่าน อ่านแล้วก็จะขนลุกเล็กน้อยว่านี่ตูต้องแยกอะไรกันขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย… จะทิ้งตะหลิวซักอันต้องโทรไปบอกมันด้วย
พวกหนังสือหรือกล่องกระดาษจะมาเก็บเดือนละครั้ง ต้องเก็บสะสมกองไว้รอเหมือนจะเอาไปแลกรางวัล แถมเดือนนึงมาแค่ครั้งเดียว ถ้าเกิดลืมอีวันนี้ที่รอคอยไปเนี่ย… ทบกันยาวไปเดือนหน้า คุณฮายาชิเธอก็เริ่ดมาก อ่านการ์ตูนรายสัปดาห์แทบจะทุกยี่ห้อที่มีอยู่ในประเทศญี่ปุ่น อยากจะซื้อเครื่องรีไซเคิลมาไว้ที่บ้านตัวเองเลย จะได้ไม่ต้องรอนานอย่างนี้อีก (-_-;)
ตอนที่แม่จากไทยมาพักอยู่ที่บ้านแรกๆ คุณนายจะเกิดอาการหลอนแยกขยะไปพักหนึ่ง (^_^;) จะว่าไปก็พอจะเข้าใจนะว่ามันคงจะหลอนมาก พี่แกถามแทบทุกชิ้นเลยว่านี่ทิ้งได้ไหมนั่นทิ้งได้ไหม กลัวเทศกิจจะออกมาเป่านกหวีดเรียกให้มาเอาไปเก็บ
แต่ในความเป็นจริงก็คล้ายๆอย่างนั้น เพราะเห็นบางคนที่เค้าทิ้งปนกันไปจะโดนพนักงานเก็บขยะแปะป้ายประจาน เราไม่เก็บขยะให้ถ้าคุณไม่แยกขยะมา แถมยังเสี่ยงต่อการโดนเพื่อนบ้านเกลียดขี้หน้า… ถูกนินทาอีก ทางที่ดีแยกขยะให้ถูกต้องดีกว่า -_-;
บางครั้งก็งงๆเหมือนกันแหล่ะว่า ไอ้นี่มันทิ้งได้หรือเปล่า? เพราะคู่มือนักทิ้งขยะก็ไม่ได้บอกเอาไว้หมดทุกอย่างว่าไอ้นี่ทิ้งได้ ไอ้นี่ต้องโทรไปนัดให้เค้ามาเก็บ ที่รู้ชัวร์ๆก็พวกเครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่ๆประเภทโทรทัศน์ ตู้เย็น ต้องโทรไปนัดให้เค้ามารับ แถมยังเสียเงินให้เค้าอีก นัยว่าไม่อยากให้ผู้คนฟุ่มเฟือยเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้ากันบ่อยๆ เลยให้มันเสียเงินค่าทิ้งซะเลย มันจะได้ไม่เปลี่ยนบ่อยอีก (แต่เราว่าไอ้คนที่มันมีเงินซื้อของดีๆเปลี่ยนใหม่มันก็คงมีเงินจ่ายให้เค้ามาเอาของเก่าไปอยู่แล้วล่ะ)
ของบางอย่างก็เอาไปรีไซเคิลได้แต่ก็ต้องดูดีๆ ร้านรีไซเคิลหรือร้านขายของเก่าบางร้านมันก็ไม่รับของเราเพราะบอกว่าเก่า…ใช้มาหลายปีแล้ว (ก็ไม่รู้ว่ามันจะเอาของใหม่แล้วมันมาทำร้านรีไซเคิลทำไม) หรือไม่ก็หาโอกาสไปจองที่ออกร้านเองตามเทศกาลต่างๆ (อาจต้องแย่งชิงกับพวกแม่บ้านนิดนึง) ถ้าไม่รู้จะทำไงจริงๆก็โทรไปปรึกษาเค้า เค้าจะมีศูนย์บริการปรึกษาเรื่องขยะของเมืองโดยเฉพาะ ยังไงก็ให้อ่านคู่มือเองให้ดีๆก่อน มันก็ละเอียดพอสมควรในระดับหนึ่ง เพราะมีกระทั่งวิธีการทิ้งศพ… (@_@;) [...]
Archive for the ‘Japan Life’ Category
แยกขยะ… ^_^;
Posted in Japan Life on 2月 20, 2008 | Leave a Comment »
เปลี่ยนวีซ่า… (ที่ญี่ปุ่น) m(_ _)m
Posted in Japan Life on 2月 19, 2008 | Leave a Comment »
อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัว… นึกถึงหลังจดทะเบียนสมรสกันเสร็จกับนายฮายาชิ (สามี.. เรียกแบบให้เกียรติมันนิดนึง) การไปเปลี่ยนประเภทวีซ่า… ทำให้หมดอารมณ์โรแมนติกและขจัดความหวานแหววของบรรยากาศคู่แต่งงานใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง
ไปถึงที่ Immigration ก็เห็นคนเป็นล้าน… (-_-;) พนักงานก็พูดอธิบายต่อยหอยมาก แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียว (เร็วฉิ..) ได้ใจความว่ากว่าผลวีซ่าจะออกต้องรอ 3 เดือน ระหว่างนี้ก็เป็นคนเถื่อนไปก่อน ห้ามกลับไทยอีกตะหาก ไม่งั้นทุกอย่างจบกัน (ไม่รับผิดชอบตูเลย) สรุปว่ามานั่งรอ 2 ชั่วโมงเพื่อฟังประโยคนี้
กลับจาก Immigration ก็มีเอกสารเป็นปึกมาให้กรอกเป็นการบ้าน เหมือนให้เขียนนิยายรักส่งว่าเจอกันที่ไหน ใครแนะนำ เริ่มคบกันที่ไหนยังไง ใครรู้เห็น(?) (-_-;) สร้างนิยายรักได้1เรื่องยังไม่พอ ต้องประกอบรูปถ่ายคู่กันเพื่อยืนยันวันเวลาแห่งความหวานแหววของเรา ที่รูปต้องมีวันที่ประกอบด้วย แล้วต้องเขียนชื่อที่อยู่สถานที่ถ่ายหลังรูป เหมือนจะส่งไปชิงโชคอะไรสักอย่าง จากนั้นก็นำอีปึกนั้นไปส่งไปรษณีย์ (ได้ข่าวว่าใครที่คบกันแบบห่างไกล ต้องไปขอประวัติการโทรศัพท์ข้ามประเทศที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยมายืนยันด้วยว่าเราได้มีการโทรคุยกันมาตลอดจริงๆ) <– ทำเอกสารไปด้วยความคิดในใจว่ากรูเปลี่ยนใจทันไหมนี่…
หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตแบบคนเถื่อนไปวันๆ (-_-;) มีอยู่วันนึงตอนไปสอนภาษาไทย มีคนไทยแถวนั้นโดนตำรวจเรียกตรวจบัตรประจำตัวชาวต่างชาติอยู่ (ที่รู้ว่าเป็นคนไทยเพราะได้ยินคำด่าอะไรที่คุ้นหูเป็นอย่างมาก) วี่แววว่า 2 สาวเกาะอกเธอคงเข้าเมืองมาอย่างผิดกฏหมายถึงได้ไม่มีใบนี้ (・_・;) แอบใจหายวาบ เนื่องจากของเราก็หมดอายุ แล้วก็ไม่ได้พกพาสปอร์ตมาเดินแถวนี้… สถานะเดียวกันกับ 2 สาวชัดๆ [...]
การย้ายเข้าหอ… @_@;
Posted in Japan Life on 2月 18, 2008 | 1 Comment »
สำหรับคนที่ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีใครให้อยู่ด้วย ไม่มีหอมหาวิทยาลัยให้ลง.. ก็ต้องโดดเดี่ยวเดียวดายหาหอเองอย่างเคว้งคว้าง… อาจจะยากหน่อยสำหรับคนที่เพิ่งมาใหม่ๆแล้วต้องมาหาหอเอง… โดยทั่วไปมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยใจร้ายให้เราที่เพิ่งมาญี่ปุ่นใหม่ๆไปทำเช่นนั้น.. (จะไล่เด็กเก่าออกจากหอแล้วเอาห้องให้เรา) แต่ก็ต้องเผื่อเราต้องทำเองขึ้นมาจริงๆ จะได้รู้ระบบเค้าค่ะว่าเค้าทำกันยังไงการย้ายตัวเองเข้าไปในที่อยู่ใหม่ในญี่ปุ่นนั้นเป็นอะไรที่ต้องใช้พลังงานและพลังเงินอย่างยิ่งใหญ่ทีเดียว ใครที่มีที่อยู่อยู่แล้วต้องคิดให้ดีดีหลายตลบก่อนจะย้าย
เมื่อเห็นความจำเป็นและเตรียมเงินได้อย่างเพียงพอแล้ว ก็ควรไปหานายหน้าหาบ้านเช่า (ส่วนใหญ่ก็จะเป็นในรูปของบริษัท) โดยทั่วไปไม่มีใครไปเดินหาเองเหมือนสมัยเอโดะ ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าบริการในการหาบ้านเช่าบ้างแต่ก็สะดวกกว่า เพราะนายหน้าเหล่านี้ จะมีคอลเลคชั่นบ้านเช่าและห้องเช่าไว้ให้เราเลือกอยู่บ้างแล้ว
ดังนั้น… ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ก่อนจะเลือกบ้านเช่า เราต้องเลือกนายหน้าหาบ้านเช่าเสียก่อน (^_^;) อย่างแรกสุดคือเลือกร้านนายหน้าที่มีสาขาในบริเวณที่เราจะย้ายเข้าไป เพราะจะค่อนข้างมีข้อมูลแถวนั้นดี เวลาไปคุยกับเขาก็ขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งไปตกลงอะไร ให้ถามว่าต้องตัดสินใจภายในเมื่อไรแล้วเก็บรายละเอียดไปก่อน จากนั้นก็ไปดูนายหน้าร้านอื่น เทียบราคาและเงื่อนไขดูก่อนจะเก็บไปคิดต่อที่บ้าน
บริการที่นายหน้าจะมีให้กับเราก็ไม่ใช่แค่พูดเป็นต่อยหอยพยายามให้เราเลือกห้องเท่านั้น เขาจะให้เราเลือกห้องที่สนใจออกมาซัก 2-3 ห้อง แล้วจะขับรถพาไปดูห้องจริงๆให้ ตอนนั้นแหล่ะเราต้องสังเกตทุกอย่าง สภาพห้อง สิ่งแวดล้อม เพื่อนบ้าน ข้อดีข้อเสียของแต่ละที่ (หลอกถามมาเยอะๆ)
เมื่อเลือกห้องได้แล้วก็อาจจะมาต่อรองราคากันอีกนิดว่าลดอีกหน่อยได้หรือไม่ (ไม่ค่อยสำเร็จหรอก)โดยรวมแล้วค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียตอนย้ายเข้าก็จะประกอบไปด้วย เงินค่าประกันห้อง (ถ้าเป็นห้องที่ใหม่และดีจะเป็นเงินถึง 4-5 แสนเยน และถึงแม้ว่าชื่อจะบอกว่าเป็นเงินประกัน ก็ไม่ควรจะหวังว่าจะได้เงินคืนครบตอนออก…) (-_-;) เงินค่ามารยาท (เงินกินเปล่า ต้องสังเกตเงื่อนไขดีๆว่าจ่ายครั้งเดียวหรือต้องจ่ายทุกปี) เงินค่าเช่าห้อง (ต้องจ่ายของเดือนแรกไปเลยหรือเปล่า) เงินค่าส่วนกลาง (ต้องจ่ายรายเดือนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นคิดรวมกับค่าเช่าห้องที่จะต้องเสียไว้เลย บางที่ก็มีบางที่ก็ไม่มี) และค่าอื่นๆ (ถ้ามี) รวมแล้วเป็นเงินที่ต้องเสียตอนแรกเท่าไหร่ [...]